การปรับแต่ง Lightroom ให้เร็วขึ้น

Update : 22 พฤษภาคม 2558

การปรับแต่ง Lightroom ให้เร็วขึ้น : บทความนี้จะช่วยให้เราปรับแต่ง LR ให้ทำงานได้เร็วขึ้นกว่าค่าเริ่มต้นของมันครับ ผมพยายามรวบรวมเนื้อหาจากหลายๆ เว็ป หลายๆ แหล่งมาให้อยู่ในบทความเดียว  เนื่องจากเนื้อหาส่วนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ อ่านไปอ่านมาก็คิดว่าน่าจะเอามาเขียนให้หลายๆ ท่านได้ลองเอาไปทำดู  จะได้เป็นประโยชน์กับพี่น้องในวงการ Wedding (หรือสายงานอื่นๆ) บ้างน่ะครับ …

เอาล่ะ … มาดูกันว่าปัจจัยที่จะทำให้ LR เราเร็วขึ้น มีอะไรกันบ้าง ….

CPU : ใช้รุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง ความถี่ยิ่งสูง ยิ่งเร็ว Core ยิ่งมาก ก็จะสามารถทำงานได้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ก็แลกมาด้วยราคาของ CPU ที่สูงขึ้นเช่นกัน หลายท่านอาจสงสัยว่าหากเราใช้เครื่องที่เป็น dual cpu (ใช้ CPU สองตัวทำงานพร้อมกัน) นั้นจะทำให้การทำงานกับ lightroom เร็วขึ้นหรือไม่ หรือว่าใช้ cpu ตัวเดียว แต่ overclock ให้ความเร็วสูงๆ จะดีกว่า เรื่องนี้ผมสงสัยมานานเหมือนกันครับ แต่ไม่มีสตางค์พอจะซื้อของมาลองเซ็ตอัพเครื่องแล้วทดสอบ แต่สุดท้ายก็มีคนทดลองจนได้ มาดูกันว่าได้ผลเป็นอย่างไรที่นี่เลยครับ  http://www.slrlounge.com/lightroom-lr5-lr4-hardware-performance-test-review/ ผลสรุปคร่าวๆ คือ CPU ตัวเดียวที่ Overclock จะสามารถทำงานได้เร็วกว่าการใช้ CPU สองตัว … น่าแปลกใจ แต่ผลก็เป็นเช่นนั้นครับ ในอนาคต อาจจะต้องหวังให้ทาง Adobe ทำให้ Lightroom สนับสนุนการทำงานกับ Dual CPU ได้ดีขึ้นกว่าปัจจุบันนี้

VGA :  เป็นครั้งแรกใน Lightroom CC (6.0) ที่สนับสนุน GPU ในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ไม่มีการใช้ประสิทธิภาพของ GPU มาช่วยในการทำงานครับ … อย่าเพิ่งดีใจไปว่ามันจะเป็นทางออกสำหรับความเร็วของ Lightroom เนื่องจากว่า คนที่จะเห็นผล “ชัดเจน” ในเรื่องความเร็วที่เปลี่ยนแปลงไป ก็คือคนที่ใช้ Monitor ระดับ 4K หรือ 5K ครับ … ส่วนเราๆ ท่านๆ ที่ใช้จอธรรมดา อาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนัก หรือบางครั้งอาจรู้สึกว่ามันช้ากว่าเดิมก็เป็นได้ ^^ ทางแก้สำหรับคนที่รู้สึกว่ามันช้ากว่าเดิม ก็คือการไป Uncheck คำสั่งให้ GPU ทำงานออกซะ … เพื่อที่จะให้ CPU กลับมาทำหน้าที่ในการเรนเดอร์เหมือนเดิมครับ เหตุผลที่หลายคนรู้สึกว่ามันช้ากว่าเดิมก็เนื่องจาก เดิมที CPU จะทำหน้าที่เรนเดอร์ภาพ แต่พอเราสั่งให้ GPU ทำงานแทน เจ้า CPU ก็จะส่งข้อมูลให้ทาง GPU ทำงานแทน ในขั้นตอนการส่งข้อมูลนี่แหละที่เพิ่มขึ้นมา บางคนจึงเห็นว่าความเบลอ –> ชัด ของ Lightroom ดูเหมือนจะมี step มากขึ้น …

RAM :  ถ้าไม่ได้เปิดโปรแกรมหลายๆ ตัวพร้อมๆ กัน หรือ Photoshop หลายๆ เลเยอร์  8 Gb ก็พอใช้ แต่ถ้าหากขนาดไฟล์ใหญ่ หรือมักจะเปิดโปรแกรมพร้อมๆ กันหลายตัว จะเพิ่มเป็น 16 GB ก็เป็นทางเลือกที่ดี

Bus RAM :  ความเร็ว bus ของแรม … bus ยิ่งสูงก็ยิ่งดี แต่ราคาก็สูงตาม อย่าลืมดูด้วยว่า mainboard มันรับได้เท่าไหร่ก่อนซื้อแรมนะครับ … จริงๆ แล้วถ้าลงรายละเอียด มันต้องไปดูเรื่อง CL ของแรมด้วย แต่บทความนี้ไม่ใช่บทความด้านคอมพิวเตอร์ เลยเอาพอคร่าวๆ ถ้าอยากทราบมากกว่านี้ แวะเวียนไปหาเว็ป overclock อ่านเอา รับรองข้อมูลเพียบครับ …

SSD :  SSD ช่วยให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเวลาเลื่อนรูปคำว่า Loading … เป็นสิ่งที่กวนใจทุกคน ^^  ก่อนจะซื้อตัวไหน ไปหารีวิวดูก่อนนะครับ … อย่างเว็ป Anandtech , xbitlab , bit-tech หรือพวกเว็ป Overclock ทั้งหลายก็มักจะมีข้อมูลในส่วนนี้มาเรื่อยๆ … จริงๆ แล้วก็มีรีวิวเรื่อง SSD กับ lightroom นี้อยู่เหมือนกันครับ ผลการทดสอบออกมาว่า ssd ช่วยให้เร็วขึ้น แต่ไม่มากเท่าไหร่ แต่สำหรับช่างภาพสายเว็ดดิ้งแล้ว การที่เร็วขึ้นบ้าง เมื่อเราใช้งานกับจำนวนไฟล์หลายๆ หมื่นไฟล์ การเร็วขึ้นนิดหน่อย รวมๆ แล้วถือว่ามีผลพอควรเลยครับ … ดูผลการทดสอบที่นี่ครับ Will-an-ssd-improve-adobe-lightroom-performance

Smart Preview :  ตัวนี้เรียกว่าแทบจะเป็นหัวใจหลักด้านความเร็วของ LR เลยก็ว่าได้ครับ หลักการทำงานของมันก็คือ เดิมทีเราจะต้องให้ LR เชื่อมต่อกับไฟล์ต้นฉบับอยู่ตลอดเวลาถึงจะทำไฟล์ได้ … แต่ปัญหาคือไฟล์มีขนาดใหญ่ บางคนใช้ ssd ใน notebook ความจุไม่มาก ไม่สามารถจะเอาไฟล์ต้นฉบับทั้งหมดมาเก็บไว้ใน ssd (หรือ internal hdd) ของตัวเองได้

Smart preview จึงถูกออกแบบมาให้แปลงไฟล์ raw ต้นฉบับมาเป็น Lossy DNG (ไฟล์ DNG ที่ถูกบีบอัด และมีการสูญเสียคุณภาพอยู่บ้าง) ซึ่งจะมีขนาดเล็ก แล้วก็เก็บ Smart preview นี้ไว้ใน ssd / internal hdd ส่วนไฟล์ต้นฉบับจริงๆ เราก็สามารถเก็บไว้ใน NAS (Network Attached Storage) หรือ external hdd ได้ ข้อดีของ Smart Preview คือ

  • ไฟล์มีขนาดเล็ก เช่นไฟล์ต้นฉบับมีขนาด 14 GB เมื่อแปลงมาเป็น Smart preview แล้วจะเหลือเพียง 400 MB เท่านั้น
  • สามารถทำไฟล์ได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ lr เชื่อมต่อกับไฟล์ต้นฉบับ (สะดวกมากสำหรับคนใช้ notebook)
  • เมื่อเอา external hdd ที่มีไฟล์ต้นฉบับมาต่อกับ notebook มันก็จะ auto sync กันโดยอัตโนมัติ
  • build smart preview แค่ครั้งเดียว ที่เหลือจะ auto sync กันโดยอัตโนมัติ
  • สามารถ export ออกมาเป็นไฟล์ jpeg ที่มีความละเอียดด้านยาวที่ 2540 pixel ได้

ด้านล่างเป็นภาพที่แสดงสัญลักษณ์ของการใช้ Smart preview (Capture from Adobe.com)

Lightroom smart previewCatalog : ขนาดของ catalog … ยิ่งขนาดใหญ่ ก็จะช้าลงไปเรื่อยๆ เพราะมันคือไฟล์ Database (SQLite ) ของผมเองจะสร้าง catalog ใหม่เมื่อมีรูปอยู่ใน catalog เก่าสักสองสามหมื่นรูปครับ … หลายท่านอาจจะคิดว่ามันเยอะ … สำหรับช่างภาพเว็ดดิ่งแล้ว จำนวนนี้ กดกันไม่กี่งานก็เกินแล้วครับ ^^lightroom catalog optimizing

Optimize Catalog : เนื่องจาก catalog เองมันก็เป็น database ตัวหนึ่ง การ optimize database เรื่อยๆ ก็จะทำให้ขนาดของ catalog ลดลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1 Job 1 Catalog : โดยทั่วไปแล้ว  ในหนึ่ง catalog เราจะมีงานอยู่หลายงาน แต่ก็บางท่านใช้วิธี 1 งาน 1 catalog ซึ่งวิธีนี้ก็จะทำให้เร็วมากขึ้นครับ … เพราะขนาดไฟล์ Catalog เล็ก … เพียงแต่อาจจะต้องมีการจัดการ catalog ที่ดีสักหน่อย เพราะถ้าถ่ายงานมา 20 งาน เราก็จะมี catalog อยู่ 20 catalog อาจจะดูยุ่งเหยิง แต่ถ้าจัดการได้ดี ผมว่าวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่น่าสนใจนะครับ … หรือถ้าคิดว่าแยกย่อยมากเกินไปจะสับสน ก็แยกเป็นกลุ่มงานก็ได้เช่น งานแต่งงาน , งานรับปริญญา , Landscape ฯลฯ

blog_lightroom_speed_up_8Catalog & Preview Folder : สองสิ่งนี่้จะต้องเก็บไว้ด้วยกันครับ เพราะถ้าจับแยกกัน LR จะต้องเรนเดอร์ใหม่ … ทำให้เราเสียเวลารอให้มัน render เสร็จอีกนานโข … จะให้ดี ก็จับคู่นี้แยกไปไว้ใน drive ความเร็วสูงอย่าง SSD  ต่างหาก และลง lightroom และ Windows ใน HD / SSD อีกตัว … เพื่อให้มันแยกวิ่งกันไปเลย … (Mac ถ้าจะแยกก็คงต้องผ่านทาง TB ครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะคุ้มเงินที่ลงไปหรือเปล่านะ) ถ้าได้ drive เร็วๆ ลงทั้ง catalog & preview และ lightroom & windows ได้ก็จะดีครับ เพียงแต่มันมีค่าใช้จ่ายสูงเอาการอยู่ …

Render 1:1 : หากมีพื้นที่ของ disk เหลือเยอะ การ render 1:1 เอาไว้เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่เยอะ เอา Standard Size ก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำนะครับ … การที่เรา render 1:1 นั้น จะครอบคลุมถึงการ render ทั้งหมดของ lightroom ครับ เพราะเป็นการ render ไฟล์ที่ขนาดปกติของมัน และสามารถจะใช้ผลการ render นี้กับการแสดงผลอื่นๆ ของ lightroom ได้ … แนะนำให้ทำตอนกลับมาถึงบ้านครับ  จากนั้นก็เปิด lightroom แล้วสั่ง import ตามที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง “การจัดการไฟล์ภาพ งานแต่งงาน”  นั่นแหละครับ … จากนั้นก็อาบน้ำอาบท่าครับ เตรียมนอน ปล่อยให้ lightroom ทำงานของมันไป ^^

Note : หลายท่านอาจสงสัยว่าการ render คืออะไร การ render คือการเตรียมข้อมูลภาพ ให้พร้อมแสดงให้เราเห็นในหน้าจอครับ เนื่องจาก Raw ไฟล์นั้น มันเป็นข้อมูลทางดิจิตอล ต้องการซอฟแวร์เฉพาะทางในการตีความ เมื่อซอฟท์แวร์อ่านข้อมูลของ raw ขึ้นมาแล้ว มันก็จะประมวลผลเพื่อให้สามารถแสดงผลอกมาที่หน้าจอของเราได้

Standard Size Preview : จริงๆ แล้วการ render 1:1 จะครอบคลุมทั้งหมดของการ render แล้วนะครับ แต่ข้อเสียอย่างที่ว่าคือมันกินเนื้อที่เยอะ  หากใครมี พท. ของ disk เหลือไม่มาก ผมแนะนำให้ทำ standard size preview ครับblog_lightroom_speed_up_5

ตรงนี้มีทริคนิดหน่อยตรงที่เราจะต้องไปตั้งค่าใน preference ก่อน ว่าจะทำ standard size preview ด้วยความละเอียดเท่าไหร่ ที่ควรทำก็คือ ดูว่าจอภาพของเรามีขนาดความกว้างยาวเท่าไหร่ แล้วก็เลือก size ในเมนูให้มีขนาดพอดีกับจอของเรา หรือว่าใหญ่กว่าจอของเรานิดหน่อยพอครับ อย่าเลือกใหญ่มาก เพราะมันจะเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บไฟล์ครับ …

  • Standard Preview Size : ให้ใช้ขนาดความละเอียดของจอภาพ
  • Preview Quality : คุณภาพไฟล์ที่จะพรีวิวครับ แนะนำให้เป็น Medium กำลังดี แต่ไม่ซีเรียสมากนะครับ เลือกเอาตามชอบใจ
  • Automatically Discard : เนื่องจากการ render 1:1 นั้นกินพื้นที่มาก ถ้าเราไม่ลบออกบ้าง เดี๋ยว พท. hdd จะเต็มเร็วครับ ผมเองส่งงานราวๆ หนึ่งเดือน เพราะฉะนั้น เดือนนึงก็ตั้งให้ clear ทิ้งได้ แต่ถ้าไม่ทัน เราก็สามารถ build ใหม่ได้ครับ

Note :  Standard size preview แตกต่างกับ Render 1:1 ตรงที่ เราจะต้องกำหนดขนาดของหน้าจอเพื่อให้ lightroom สร้าง preview ให้เหมาะสมกับขนาดหน้าจอของเรา หน้าจอเรากว้างยาวเท่าไหร่ ก็กำหนดขนาดให้ใกล้เคียงกับขนาดนั้น ในขณะที่ Render 1:1 เป็นการ render ไฟล์ตามความละเอียดของกล้อง … เวลาเราทำไฟล์ ถ้าไม่มีการขยายภาพ 1:1  lightroom ก็จะไม่ต้องใช้ไฟล์ preview 1:1 ด้วยสาเหตนี้ ผมจึงสั่ง render แค่ standard size preview เนื่องจากไม่ต้องการให้พื้นที่ดิสต์เต็มเร็ว (ผมใช้ SSD 2 ตัวทำ Raid 0) และก็ไม่ได้ซูมทุกภาพ การแสดงภาพแบบ standard size preview จึงเพียงพอกับความต้องการ แต่ถ้าหากภาพใดต้องการซูมที่ 1:1  lightroom ก็จะทำการ render เดี๋ยวนัน เรียกว่า on the fly …

Lightroom 64 bit : การใช้ lightroom version 64 bit  … จะได้ทั้งประสิทธิภาพที่ดี และการอ้างอิงปริมาณแรมที่สูงกว่า 4 GB

Cache size : เดิมที่ lightroom ตั้งค่าของ cache เอาไว้แค่ 1 GB ครับ แต่เนื่องจากขนาดของมันดูจะเล็กไปสักหน่อย ทำให้เก็บไฟล์ภาพที่ render ได้น้อย การเพิ่มไปสัก 10-20 GB ก็จะทำให้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญครับ อีกส่วนหนึ่งอย่างที่เขียนไปในตอนแรก หากเราเลือก location ในการเก็บ cache ไว้ใน drive ที่มีความเร็วสูงสักหน่อย ก็จะทำให้เร็วขึ้นได้ครับ

lightroom cache setting
Autowrite XMP : ในหัวข้อนี้ควรปิดไว้นะครับ เพราะเราไม่ได้ต้องการใช้ไฟล์ XMP เนื่องจาก lightroom นั้นเก็บค่า setting ไว้ใน catalog แล้ว ยกเว้นแต่ว่าเราต้องการแนบไฟล์ XMP ไปกับไฟล์ภาพต้นฉบับเพื่อการทำงานด้านอื่นๆ แต่ถ้าไม่ได้ทำอะไรพิเศษ แนะนำให้ปิดคำสั่งนี้ไว้นะครับ …

Auto write XMP off

Multiple Import : ถ้าใครที่ไม่ได้มีการ backup งานอย่างที่ผมเขียนไว้ใน การจัดการไฟล์ภาพ งานแต่งงาาน และมักจะเอา memory card กลับมา backup งานเมื่อตอนถึงบ้าน ผมมีข้อแนะนำว่า เราสามารถ import ไฟล์ภาพจากการ์ดพร้อมๆ กันได้หลายๆ การ์ด โดยการใช้ card reader หลายๆ ต้วพร้อมๆ กันครับ ผมแนะนำว่าสองตัวก็พอ จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เร็วขึ้นหรอกครับ เพราะว่ามันเป็น usb controller ตัวเดียวกัน ยกเว้นเครื่องไหนมี usb controller สองชุด ก็จะเร็วขึ้น แต่ถ้ามีชุดเดียว มันก็จะเร็วพอๆ กับการโหลดทีละการ์ดนั่นแหละครับ เพียงแต่มันมีข้อดีก็คือ เราไม่ต้องมาคอยถอดเสียบการ์ดทีละการ์ด เสียบเข้าไปเลยสองการ์ด แล้วให้ lightroom import พร้อมๆ กัน อ้อ … CF กับ SD สามารถโหลดพร้อมกันได้นะครับ ถ้าใช้ card reader สองอัน เท่ากับว่าเราสามารถโหลดการ์ดได้ 4 การ์ดพร้อมๆ กันเลยถ้า card reader นั้นสามารถเสียบได้ทั้ง CF และ SD นะครับ

Parallel Process : ในการทำงานของ lightroomนั้น เราสามารถแยกย่อยงานออกเป็น process ย่อยๆ ได้ ทั้งนี้เพื่อให้ cpu ทำงานได้อย่างเต็มที่ … process ที่เราสามารถแบ่งงานย่อยๆ ได้ก็คือ

  • Build preview ทั้ง 1:1 , standard size preview ฯลฯ
  • Build smart preview
  • Export

ปกติเวลาเราทำการ export ไฟล์ ก็จะ select all แล้วสั่ง export ในครั้งเดียว การสั่งงานแบบนี้ เป็นปกติธรรมดาทั่วไป แต่หากเราแบ่งงานเป็นงานย่อยๆ สักสองสามงาน แล้วทำการ export พร้อมๆ กัน ก็จะทำให้ cpu สามารถทำงานได้เต็มที่มากขึ้น เช่น เรามีรูปอยู่ 1000 รูป ที่ต้องการจะ export อันดับแรกให้เราเลือกรูป 1-500 แล้วทำการ export จากนั้นก็เลือกรูปที่ 501-1000 แล้วทำการ export อีกครั้งหนึ่ง (อย่าลืมเปลี่ยนชื่อไฟล์เริ่มต้นในเมนู export ด้วยนะครับ) จะทำให้ export ได้เร็วขึ้นครับ … แต่การแบ่งงานเป็นส่วนย่อยมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเร็วขึ้นตามเป็นสัดส่วนนะครับ เอาสักไม่เกินสี่ผมว่าก็เต็มที่แล้วล่ะครับ … ส่วนการ Build preview และ smart preview ก็หลักการเดียวกัน …

จากภาพลองสังเกตจำนวน task ที่ lightroom export กับ cpu usage ดูนะครับ …  พท. ส่วนที่เหนือขึ้นมาจากเส้นสีเขียว คือการ “ว่างงาน” ของ cpu ครับ จริงๆ สามารถแยก thread ย่อยได้มากกว่านี้เพื่อให้ cpu ทำงานที่ 100% ตลอดเวลา  แต่เท่าที่ผมทดลองดู ย่อยมากไปก็ไม่ได้เร็วอย่างที่คิด … เรียกว่าเทียบแบบบัญญัติไตรยางค์ไม่ได้นะ ^^ หัวข้อนี้อยากให้ลองเล่นกันครับ แล้วจะรู้สึกสนุกว่า เราสามารถ “รีด” ทุก clock ของ cpu เอามาใช้ได้  แต่ข้อเสียคือร้อนเพราะ cpu จะทำงานหนักตลอดเวลา และถ้าหากเราใช้โปรแกรมอื่นอยู่ มันจะหน่วงและสะดุดครับ เพราะ performance ของ cpu ถูกใช้งานจนเกือบหมด (หรือหมดเกลี้ยง) ไปแล้ว … อ้อ … อย่าลืมดูแลเรื่องระบบระบายความร้อนด้วยนะครับ  …

Lightroom Parallel exportKeep Lightroom update : การอัพเดท lightroom สม่ำเสมอ เมื่อมีการเตือน จะช่วยให้ลดปัญหาที่เกิดจากตัว lightroom ลงได้ครับ เพราะเวอร์ชั่นใหม่ๆ จะมีการแก้ไขข้อผิดพลาด (Bug) ของเวอร์ชั่นเก่าๆ  ซึ่งปกติมันก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาเตือน เมื่อมีการ update เวอร์ชั่นใหม่ …

Defragment the hard disk : เมื่อใช้งาน hdd ไปนานๆ เข้า มันจะเกิดการกระจายตัวของข้อมูล (Fragment)  ทำให้หัวอ่านต้องเคลื่อนที่ไปมาหลายครั้งกว่าจะอ่านข้อมูลได้ครบ การจัดเรียงข้อมูลใหม่ ให้มีระเบียบ ทำให้ลดเวลาการเคลื่อนที่ของหัวอ่านได้

blog_speed_up_lightroomClose Other Programs : ในขณะที่เราทำงานกับ lightroom หรือ ps หากเราเปิดโปรแกรมหลายๆ ตัว จะทำให้ resource ของระบบถูกแบ่งการใช้งานไปด้วย … เป็นผลให้ lightroom ช้าลง รวมทั้ง Process ทั้งหลายที่เราไม่ได้ใช้งาน ก็ควรปิดเพื่อให้การทำงานราบลื่นขึ้น

Process version

Up to date : พยายามอัพเดท OS , driver เวอร์ชั่นล่าสุด

PV 2012 : ใน lightroom 4 & 5 จะเป็น PV 2012 (Process version 2012 ) ซึ่งจะมี algorithm ที่แตกต่างจาก pv 2010 ซึ่งจะเป็นของ lightroom 3 การใช้ pv 2012 จะหน่วงเครื่องค่อนข้างมากครับ หลายคนน่าจะยังจำได้ว่าพออัพมาเป็น lr4 แล้วเครื่องหนืดลงพอสมควร … ในส่วนนี้เราสามารถเปลียนมาเป็น pv 2010 ได้ … สิ่งที่ได้มาคือความเร็วจะดีขึ้นเหมือนกลับไปใช้ lr3 แต่สิ่งที่เสียไปคือการจัดการ Highlight ได้ไม่ดีเท่า pv 2012 และหน้าตาเมนูก็จะเปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือน lr3 จริงๆ หัวข้อนี้ไม่อยากเขียนเท่าไหร่ครับ คือมันเร็วขึ้นก็จริง แต่ผลที่ตามมาคือ คุณภาพไฟล์ดรอปลง แต่ก็เขียนเผื่อไว้หน่อยนึงว่า ถ้าอยากเปลี่ยนกลับไปเป็น lr3 ก็ไม่จำเป็นต้องลง lr3 ใหม่แค่สั่ง pv ให้กลับเป็น pv 2010 ใน lr 4&5 ก็ใช้ได้แล้ว …

 

File management : ส่วนที่จะทำให้ระบบเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือการจัดการไฟล์ครับ ตรงนี้สำคัญมาก ต้องจัดกลุ่มในการทำไฟล์ให้ white balance มันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แล้วจึงแก้ทีเดียว และอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อย่าเพิ่งไปใส่ Noise Reduction , Sharpen ในขั้นตอนการทำไฟล์ครับ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลื่อนภาพ lightroom มันต้องเรนเดอร์เพื่อแสดงภาพให้เราดู … ซึ่งคำสั่ง noise reduction และ sharpen นั้นจะโหลด cpu พอสมควรครับ …

สิ่งที่ควรจะทำตอนท้ายๆ ของการทำไฟล์คือ การใส่ nr / sharpen ส่วนคำสั่ง rotate , corp และ Lens correction พวกนี้กินพลังงาน cpu ครับ ถ้าเราทำไฟล์แล้วไม่ได้ปิดพวกนี้ มันจะทำให้เวลาเราเลื่อนรูปแล้ว lr จะใช้เวลาเรนเดอร์นานขึ้น … การจะทดสอบว่าคำสั่งไหน ทำให้ cpu ทำงานหนัก ก็เปิด task manger ขึ้นมาดูครับ … ถ้าขึ้นไปใกล้ๆ 100% ก็แสดงว่าคำสั่งนั้นทำให้ cpu ทำงานหนักขึ้น …

แต่ถ้าหากไม่ใช่งาน wedding แล้วมีจำนวนภาพไม่ได้มากนัก จะใส่ก่อนก็ไม่ว่ากันกันครับ … ยังไงก็อยากให้ลองไปทดสอบกันดูนะครับ … อ่านแล้วอย่าเพิ่งเชื่อ คอมพิวเตอร์มี lightroom มี … ทดสอบให้เห็นว่ามันจริงหรือไม่จริงยังไง จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นครับ …

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามานะครับ อย่าลืม Like & Share ให้เพื่อนๆ ช่างภาพได้อ่าน และเพื่อให้คนเขียนได้รู้ว่าเขียนแล้วมีคนอ่าน จะได้หาเรื่องน่าสนใจมาเขียนอีกเรื่อยๆ อ่านแล้วเงียบ เดี๋ยวเก็บตังค์นะครับ … ^^

แล้วพบกันในบทความหน้าครับ

www.tonnamlamtan.com
089-895-2885

อ้างอิง …
http://helpx.adobe.com/lightroom/kb/optimize-performance-lightroom.html
http://www.computer-darkroom.com/blog/will-an-ssd-improve-adobe-lightroom-performance/
http://www.fredmiranda.com/forum/topic/1005214/0&year=2011
http://www.slrlounge.com/lightroom-lr5-lr4-hardware-performance-test-review/

การปรับแต่ง Lightroom ให้เร็วขึ้น , optimize lightroom , เร่งความเร็ว lightroom , speed up lightroom

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย tonnamlamtan.com ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 4.0 International.